การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับชาวต่างชาติ

4ab5ae4d48

การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับชาวต่างชาตินั้น  จะพูดว่ามันง่ายหรือว่ายากมากซะทีเดียวมันก็ไม่ถูกนัก  เพียงแค่คุณต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนทำธุรกิจ  ซึ่งในการติดต่อเจรจาธุรกิจกับชาวต่างชาติส่วนใหญ่ก็จะมีรูปแบบการปฏิบัติที่คล้ายๆกันเป็นสากล นั้นคือ

  1. การตรงต่อเวลา  จะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความใส่ใจและสนใจในการทำธุรกิจของคุณและยังทำให้การเจรจาง่ายยิ่งขึ้น  และหากมีการนัดหมายกับผู้ใดก็ควรที่จะเผื่อเวลาในการเดินทางเพื่อไปให้ถึงจุดหมายก่อนเวลาสักเล็กน้อย เพื่อจะได้ไม่ต้องเร่งรีบรวมถึงมีเวลาเตรียมความพร้อมให้กับตนเอง
  2. มีความซื่อสัตย์   เป็นหนทางที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  ความซื่อสัตย์นั้นจะก่อให้เกิดความไว้วางใจ  สิ่งนี้ไม่อาจสามารถสร้างขึ้นได้เพียงวันเดียว  แต่สามารถถูกทำลายลงได้เพียง 1 นาที  เพราะฉะนั้นจงหลีกเลี่ยงวิธีการกลโกงต่างๆ  ซึ่งแน่นอนว่า  ก่อนจะทำธุรกิจนั้น ความไว้วางใจต้องมาเป็นอันดับแรก  และหลังจากนั้นขั้นตอนเจรจาในรายละเอียดปลีกย่อยถึงจะตามมา  และคำถามที่ตามคือ  เราจะทำให้ชาวต่างชาติเชื่อใจเราได้อย่างไร  สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อมทุกครั้งคือ  เอกสารสำคัญและสัญญาต่างๆทั้งในส่วนของเราเองและในส่วนของชาวต่างชาติ  ในส่วนเอกสารสำคัญของเรานั้นก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้เสมอ เช่น หากเป็นการซื้อขายที่ดินก็ควรจะมีโฉนดที่ดินยืนยัน เป็นต้น
  3. มีความน่าเชื่อถือ  เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ  วิธีที่ควรทำก็คือ  เราควรมีที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายหรือทนายความไว้คอยให้คำแนะนำทั้งสองฝ่าย  ในบางกรณีชาวต่างชาติอาจนำทนายหรือที่ปรึกษาส่วนตัวไปด้วยในการตกลงหรือเจรจา  ซึ่งบางทีอาจทำให้เรารู้สึกถึงความอึดอัดใจ  รู้สึกว่าเขาอาจไม่เชื่อมั่นเรา  หรือกลัวเราจะหลอกหลวงนั้น  ตามความเป็นจริงแล้วนี้ก็อาจมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ว่าถ้ามองอีกมุมหนึ่งนั้นคือเขาต้องการทำธุรกิจกับเราอย่างถูกตามหลักกฏหมายและไม่ต้องการให้มีปัญหาและข้อผิดพลาดใดๆตามมาในภายหลังเท่านั้นเอง  การสร้างความเชื่อมั่นยังรวมไปถึงเวลาการทำข้อตกลงต่างๆ ทั้งการเช่า ซื้อ หรือขาย อสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆ ในภายหลัง ไม่ว่าจะมีความสนิทชิดเชื้อกันแค่ไหน เพราะข้อตกลงก็คือสัญญา  ไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ส่วนตัว อย่างเช่น ข้อตกลงในการจ่ายเงิน กำหนดจ่ายภายในระยะเวลา 1 เดือน ก็ให้ชำระภายในระยะเวลาดังกล่าว  การไม่ทำตามสัญญาก็คือการทำผิดกฏหมายนั้นเอง  และอาจก่อให้เกิดความไม่เชื่อใจและเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย
  4. สะดวก รวดเร็ว   ชาวต่างชาติจะให้ความสำคัญในเรื่องของเวลาเป็นอย่างมาก  การทำข้อตกลงต่างๆไม่ควรทำให้มีความซับซ้อนยุ่งยาก  ควรมีความตรงไปตรงมา ง่ายๆหากต้องการอะไรเป็นพิเศษควรแจ้งให้ชาวต่างชาติรับรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้มีเวลาเตรียมตัว แต่ในขณะเดียวกันในความสะดวกและรวดเร็วก็ต้องคงความถูกต้องของทุกอย่างไว้

สภาพของความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้

03

เมื่อประชากรของโลกเกิดมามีชีวิตอยู่บนโลก ธรรมชาติได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดไว้ให้แล้ว แต่โดยที่เรามีสมองแทนเขี้ยวเล็บ ที่สัตว์มีไว้เพื่อการใช้ชีวิตอยู่ได้ในโลก จึงทำให้มีการคิดค้นแสวงหาประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งหากว่าประชากรของโลกจะมีจำนวนเท่าเดิม หรืออย่างน้อยก็น้อยกว่าเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันสักเพียงครึ่งเดียวการจัดการกับธรรมชาติของประชากรโลกก็คงไม่กระทบกระเทือน กับธรรมชาติมากนัก แต่ที่เป็นคนอยู่ในวันนี้ก็คือว่า ประชากรของโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมากจนต้องอยู่กันอย่างแออัดในที่ ๆ เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตอยู่ และต่างได้จัดการกับธรรมชาติโดยขาดความระมัดระวัง จนถึงวันนี้ประชากรโลกไม่อาจเลือกสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่านี้ได้ เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังคงก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้งควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และนอกจากนั้นค่านิยมของสังคมได้บีบบังคับให้ประชากรต้องแข่งขันกันในการดำรงอยู่ จนกลายเป็นความฟุ่มเฟื่อย และเมื่อแต่ละคนแต่ละครอบครัวได้สั่งสมค่านิยมเหล่านี้ให้กับตัวเอง ผลก็คือทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงจนเห็นได้ชัด

ประเทศไทยก็ไม่แตกต่างไปจากที่กล่าวมาและสภาพของความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ฐานะของประเทศก้าวรุดไปข้างหน้า การพัฒนาโดยอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเป็นพื้นฐาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับด้านเดียวนั้นได้ทำให้สภาพแวดล้อมของชาติตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจนเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นปัญหาพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งเหลืออยู่เพียง 25% ของพื้นที่ประเทศ การลดลงอย่างรวดเร็วของพื้นที่ป่าไม้นั้น เกิดจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาที่ดิน ซึ่งมีการใช้ที่ผิด ๆ อยู่เสมอ ๆ ปัจจุบันพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ถูกใช้เพื่อการเกษตรโดยขาดการวางแผน ซึ่งทำให้ยากต่อการป้องกันและแก้ไขความเสื่อมของดิน หรือการนำพื้นที่ดินที่เหมาะสมต่อการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชุมชน ตลอดจนความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การทำเหมืองแร่ในป่าสงวนหรือการสร้างเขื่อนในเขตป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร ปัญหาน้ำเสีย ซึ่งเกิดจากการปล่อยของเสียจากแหล่งชุมชน จากโรงงานอุตสาหกรรม จนทำให้แหล่งน้ำเสื่อมคุณภาพ ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำที่สะอาด ปัญหามลพิษของอากาศ ที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ปริมาณของสารพิษ อาทิ คาร์บอนมานอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ตะกั่ว และฝุ่นละอองปะปนอยู่ในอากาศมาก จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพและทรัพย์สิน ปัญหาเสียงอึกทึก ที่เกิดจากยานพาหนะโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดอยู่ในชุมชนใหญ่ ๆ ที่มีประชากรอยู่หนาแน่น อาทิ กรุงเทพฯ เป็นต้น ปัญหาขยะมูลฝอยที่เกิดจากการทิ้งของเสียจากชุมชนที่มีอัตรามากเกินกว่าจะเก็บทำลายได้หมด นอกจากนี้การทิ้งขยะมูลฝอยแบบมักง่ายยังได้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นกับสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อาทิ น้ำเน่าเสีย อากาศเป็นพิษ ปัญหาสารเป็นพิษ ซึ่งเกิดจากสารเคมีที่ใช้ปราบศัตรูพืชและสารพิษที่เป็นโลหะหนักจากโรงงานอุตสาหกรรมและรถยนต์ สารเคมีที่ใช้ในอาหาร ซึ่งบางชนิดใช้เวลานานกว่าจะสลายตัวจากการสำรวจได้พบสารพิษตกค้างอยู่ในผักในดินที่เพาะปลูก ในแหล่งน้ำ สัตว์น้ำ ซึ่งได้มีการสะสมตัวเองเพิ่มมากขึ้นจนส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงเกินความปลอดภัยต่อชีวิต

หันมาช่วยกันดูแลธรรมชาติ พื่อสุขภาพที่ดีของสมาชิกในครอบครัว

เมื่อบ้านคือ สถานที่อันปลอดภัยและเหมาะสำหรับการพักอาศัยของเรา บรรยากาศของบ้านที่ดีจึงควรโอบล้อมอยู่ด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ ธรรมชาติอันร่มรื่นและความเขียวครึ้มของต้นไม้ใหญ่ที่จะช่วยบดบังแสงแดด เพิ่มออกซิเจนและช่วยแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ให้ปอดของเพื่อนๆ ได้รับแต่ความชุ่มช่ำเข้าไปในทุกอณู เพื่อสุขภาพที่ดีของสมาชิกในครอบครัวทุกๆ คน

แต่การจะสร้างบ้านใหม่ให้ได้สภาพแวดล้อมแบบนี้ เราทุกคนก็ควรหันมาช่วยกันดูแลธรรมชาติ หรือเอาง่ายๆ ว่าการดูแลบ้านให้ดีจะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมรอบบ้านให้น่าอยู่อาศัย เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยรักษ์โลกให้คงความน่าอยู่เอาไว้ บ้านแต่ละหลังสามารถสร้างมลพิษไม่ว่าจะทางน้ำหรือทางอากาศ แถมในการใช้ชีวิตของเราแต่ละวันยังเต็มไปด้วย “ขยะ” กองโต ทั้งเศษอาหารและวัสดุแปรรูปจากอุตสาหกรรมมากมาย เมื่อรวมๆ กันหลายหลังเข้าก็ย่อมเป็นการบั่นทอนระบบนิเวศน์ ปัญหาที่ตามมา ไม่ใช่เฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นในสถานที่ห่างไกลสายตาของเราอย่างบ่อฝังกลบขยะหรือแหล่งลำคลองที่เน่าเสีย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลเชื่อมโยงและสามารถเข้ามาทำลายคุณภาพชีวิตที่ดีของเราได้เช่นกัน ดังนั้น การหันมาใส่ใจดูแลบ้านมากขึ้น ก็จะช่วยลดมลภาวะให้บ้านกลายเป็นวิมานที่น่าอยู่และเป็นมิตรต่อโลกได้มากขึ้นค่ะ

เปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยต้นไม้
นอกจากเศษอาหารในแต่ละวันที่เรากินทิ้งกินขว้างและโยนมันลงถุงขยะไปอย่างน่าเสียดาย เรากลับนำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างง่ายๆ และมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก บ้านไหนที่ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ลองใช้เศษอาหารดังกล่าวมาทำการหมักให้กลายเป็นปุ๋ยชีวภาพ จากนั้นนำน้ำที่ได้ไปใช้สำหรับการรดต้นไม้ ก็จะช่วยให้มันสามารถเขียวขจีและออกดอกออกผลได้อย่างสวยงาม หรือหากใครไม่สะดวก แทนที่จะทิ้งลงถังขยะ ลองนำเศษอาหารเหล่านี้ไปฝังกลบเพื่อให้เป็นปุ๋ยย่อยสลายตามธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง

เปลี่ยนหลอดไฟเป็นแบบ LED
ระบบหลอดไฟแบบ LED ในปัจจุบันกำลังกลายเป็นที่นิยมในการใช้งานมากขึ้น คุณสมบัติของมันคือการช่วยประหยัดพลังงานได้สูงกว่าหลอดไฟทั่วไปมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งอายุการใช้งานยังยาวนานมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ให้แสงสีขาวที่มีความนุ่มนวล เสริมให้บ้านดูอบอุ่นและน่าอยู่อาศัย นอกจากนี้ มันยังเป็นหลอดไฟที่มีอุณหภูมิต่ำ ไม่ส่งผลกระทบให้บ้านเกิดความร้อนอีกด้วย

เมื่อเราอยากมีบ้านที่โอบล้อมไปด้วยบรรยากาศดีๆ สิ่งที่ควรทำก็คือการช่วยเป็นหนึ่งแรงดูแลรักษาโลกของเราให้คงสภาพที่น่าอยู่อาศัย แล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความสุขที่ธรรมชาติจะตอบแทนให้กับเราเองค่ะ

การเลือกทิศบ้านถือเป็นสิ่งสำคัญในทางฮวงจุ้ย

ฉากฮวงจุ้ยใหม่ด้านใน
การจัดวางบ้านที่คำนึงถึง แดด ลม ฝน ตำแหน่งต่างๆของห้อง รูปแบบบ้าน เสา คาน สถานที่ ทิศทางของบ้าน สภาพแวดล้อม ภายนอกและภายในเป็นอย่างไร ประตูอาคาร ประตูบ้าน ห้องนอน ห้องครัวสัมพันธ์กับผู้อยู่อาศัยหรือไม่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลตอบรับกับสภาพแวดล้อมภายนอกตัวบ้านสู่ภายในตัวบ้าน เป็นหลักใหญ่ๆที่เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น รายละเอียดและเหตุที่เกิดยังมีอีกมากมาย หากได้รับการแก้ไขจัดวางอย่างเหมาะสมแล้วย่อมแสดงออกถึงสุนทรียศาสตร์อันทรงคุณค่าของฮวงจุ้ย แสดงออกถึงความรู้สึกคุณค่าของสิ่งที่งามและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ในอันจะหล่อหลอมความเป็นอยู่ของมนุษย์ เน้นให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ที่ต้องเกื้อหนุนหรือทำลายล้างกัน

เรื่องของที่อยู่อาศัยจะให้อยู่แล้วมีความสุข สบายใจ นอกจากจะเลือกเอาตามที่ชอบ ถูกใจคนอยู่แล้ว เห็นทีเรื่องการสร้างความเป็นสิริมงคลอย่างการดูฮวงจุ้ยก็เข้ามาเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญมากขึ้น ซึ่งการดูฮวงจุ้ยนั้นสามารถช่วยในการเสริมมงคลให้กับบ้าน โดยใช้ทิศทางเป็นตัวกำหนด เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดบ้านในแต่ละพื้นที่ให้ถูกต้อง เพราะการเลือกทิศบ้านถือเป็นสิ่งสำคัญในทางฮวงจุ้ย เพราะประตูบ้านเป็นช่องเปิดที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดของบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่กระแสอากาศภายนอกจะมาเกิดปฏิสัมพันธ์กับอากาศภายในบ้านได้มากที่สุด หากเราเลือกบ้านที่หันไปในทิศทางใดก็จะเท่ากับเราเลือกที่จะรับพลังงานในรูปแบบนั้นๆ ยิ่งถ้าเราเลือกรับพลังงานในทิศที่เป็นมงคลแล้ว ก็ยิ่งเป็นการเสริมโชคลาภให้กับเจ้าของบ้านด้วยนั่นเอง

ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่เราทราบกันดีก็คือพลังของแม่เหล็กย่อมส่งผลต่อธาตุเหล็กเสมอ โดยที่ในเลือดของมนุษย์ทุกคนจะมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบหลักนั่นเอง โดยที่เลือดของมนุษย์ทุกคนจะมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบหลักนั่นเอง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกระแสพลังของแม่เหล็กโลกจึงมามีอิทธิพลต่อชีวิตของคนได้ บ้านของเราทุกคนก็เช่นกันเดียวกันที่ต่างก็สร้างอยู่ท่ามกลางสนามพลังของแม่เหล็กโลก โดยที่บ้านแต่ละหลังก็จะหันทำมุมกับเส้นแรงของแม่เหล็กไม่เท่ากัน โดยที่บ้านแต่ละหลังก็จะหันทำมุมกับเส้นแรงของแม่เหล็กไม่เท่ากัน จึงได้รับพลังงานที่แตกต่างกันเข้ามาอยู่ในบ้าน และด้วยเหตุที่ว่าพวกเราใช้ชีวิตอยู่ในบ้านกันวันละ 8-10 ชั่วโมงทุกวัน ดังนั้นพลังของแม่เหล็กโลกที่สะสมตัวอยู่ในบ้านจึงได้อิทธพลต่อชีวิตของคนค่อนข้างมาก

หลักการสุขาภิบาลที่อยู่อาศัย

สมาคมสาธารณสุขอเมริกัน (American Public Health Administration) ได้กำหนดมาตรฐานความต้องการในเรื่องบ้านพักอาศัย ดังนี้คือ

บ้านพักอาศัยจะต้องมีลักษณะเป็นไปตามความต้องการทางด้านร่างกายของผู้อยู่-อาศัย (Fundamental Physiological Needs)
บ้านพักอาศัยจะต้องเป็นไปตามความต้องการทางด้านจิตใจของผู้อยู่อาศัย (Fundamental Psychological Needs)
ต้องป้องกันโรคติดต่อภายในบ้าน (Provision against Communicable Diseases)
สามารถป้องกันอุบัติเหตุภายในบ้าน (Provision against Accidents)

ความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย (Fundamental Physiological Needs)

หมายถึง การจัดสิ่งแวดล้อมของที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมสนองความต้องการทางร่างกาย แก่ผู้อยู่อาศัยได้ เช่น การจัดระบบระบายอากาศให้เหมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อยู่อาศัยที่จะต้องพิจารณาจัดให้ถูกต้องด้วย ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่

1.1 อุณหภูมิและความชื้น (Temperature and Humidity)
อุณหภูมิและความชื้นมีส่วนทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกสบาย หากมีอากาศร้อนและความชื้นสูงจะทำให้รู้สึกเฉื่อยชา (sluggish) แต่ถ้าหากมีอากาศเย็นหรือแห้งและความชื้นต่ำ มักจะมีความกระตือรือร้น อย่างไรก็ตาม มนุษย์แต่ละพื้นที่จะมีความรู้สึกสบายต่ออุณหภูมิและความชื้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ความไวต่อความรู้สึก (sensation) สุขภาพอนามัย (health) เพศ (sex) กิจกรรมที่กำลังกระทำ (activities) เครื่องแต่งกาย และอายุของผู้อยู่อาศัย เป็นต้น ในประเทศไทย อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับคนไทยมีการเสนอแนะว่า ควรอยู่ในช่วง 26.5-29 องศาเซลเซียส ความเร็วลม 1 ฟุตต่อวินาที ที่ความชื้นสัมพัทธ์ 50-60 เปอร์เซ็นต์ และที่อุณหภูมิเบี่ยงเบน 3-6 องศาเซลเซียส
1.2 การระบายอากาศ (Ventilation)
การระบายอากาศที่ดี เป็นการช่วยให้บ้านพักอาศัยปราศจากมลพิษทางอากาศภายในบ้านพักอาศัย (Indoor Air Pollution) เป็นการลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังและเยื่อบุอักเสบต่าง ๆ (chronic respiratory diseases and malignancies) สารมลพิษต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการสันดาปเชื้อเพลิงที่เกิดจากการหุงต้มภายในบ้าน เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารประกอบอินทรีย์ ควันบุหรี่ เป็นต้น

• การระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ (Natural Ventilation) เป็นการออกแบบและสร้างส่วนต่างๆภายในบ้าน ให้มีการระบายอากาศเป็นไปโดยธรรมชาติ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องส้วม เป็นต้น การเคหะแห่งชาติได้กำหนดมาตรฐานส่วนต่างๆ ภายในที่อยู่อาศัย เพื่อการระบายอากาศที่เหมาะสม ดังนี้
ก. การระบายอากาศของพื้นที่อยู่อาศัย
• ความสูงจากพื้นถึงเพดานของพื้นที่ใช้อยู่อาศัย ต้องไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร
• ปริมาตรพื้นที่อยู่อาศัยต้องไม่น้อยกว่า 10 ลูกบาศก์เมตรต่อคน โดยนับรวมห้องที่อยู่อาศัยทั้งหมดของบ้าน
• พื้นที่ของประตู หน้าต่าง ช่องระบายลม รวมกันจะต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของพื้นที่ห้องนั้น ๆ
ข. การระบายอากาศของพื้นที่ที่ไม่ใช้อยู่อาศัย
• การระบายอากาศใต้ถุน อาคารที่มีพื้นที่ชั้นล่างลอยพ้นจากระดับดิน ซึ่งบางส่วน หรือทั้งหมดของโครงสร้างนั้นเป็นไม้จะต้องมีช่องระบายอากาศอย่างน้อย ร้อยละ 10 ของเนื้อที่ใต้ถุนทั้งหมด
• การระบายอากาศห้องหลังคา และเนื้อที่เหนือเพดาน ต้องจัดให้มีทางลมผ่านตลอด มีขนาดเท่ากับร้อยละ 5 ของพื้นที่เพดาน ในกรณีที่ใช้ห้องหลังคาเป็นที่อยู่อาศัย จะต้องจัดให้มีการระบายอากาศ เช่นเดียวกับการระบายอากาศของพื้นที่อยู่อาศัย

• การระบายอากาศโดยอาศัยเครื่องมือกล (Mechanical Ventilation)ได้แก่ การระบายอากาศโดยการติดตั้งพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยปรับระดับของอุณหภูมิและเกิดการถ่ายเทอากาศภายในห้อง หรืออาคารที่อยู่อาศัยตามความเหมาะสมที่ต้องการ โดยปกติแล้วไม่ควรน้อยกว่า 15 ลูกบาศก์ฟุตต่อคนต่อนาที ถ้า 25 ลูกบาศก์ฟุตต่อคนต่อนาที จะช่วยระบายกลิ่นได้ด้วย แต่ไม่ควรเกิน 50 ลูกบาศก์ฟุตต่อคนต่อนาที เพราะจะทำให้รู้สึกไม่สบาย สำหรับ เครื่องปรับอากาศ ควรมีอุณหภูมิ ระหว่าง 24–29 องศาเซลเซียส